สถานการณ์ภัยแล้ง ปี 2555
 

 

กองประชาสัมพันธ์ ได้วิเคราะห์สถานการณ์ข่าวจากหนังสือพิมพ์และสื่อออนไลน์ ประจำวันที่ 22 มีนาคม 2555 ปรากฏว่าการนำเสนอข่าวและการแสดงความคิดเห็นของสื่อมวลชนและประชาชนให้ความสำคัญกับ สถานการณ์ภัยแล้งปี 2555 โดยสรุปสาระสำคัญ ปัญหาอุปสรรค/ผลกระทบ และข้อเสนอแนะที่เกี่ยวข้องกับเรื่องดังกล่าวได้ ดังนี้

สาระสำคัญ

 นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้แจ้งคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า ขณะนี้สถานการณ์น้ำในเขื่อนเริ่มพบสัญญาณ ทางกายภาพและเทคนิคว่าอาจเกิดภัยแล้ง จึงมอบหมายให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (กษ.) ทำงานอย่างบูรณาการร่วมกับคณะกรรมการบริหารจัดการน้ำและอุทกภัย (กบอ.) ว่า ปริมาณน้ำที่เร่งระบายอยู่ในขณะนี้ จะส่งผลกระทบต่อการบริโภคและการเกษตรในช่วงฤดูแล้งหรือไม่ ส่วนที่เป็นห่วงเรื่องอุทกภัย น่าจะลดความกังวลลงไปได้ (กรุงเทพธุรกิจ, พิมพ์ไทย)
          นายภักดีหาญ หิมะทองคำ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลการประชุม ครม. สัญจรที่ จ.ภูเก็ต ถึงสถานการณ์ภัยแล้งว่า ปัจจุบันมีการประกาศพื้นที่ภัยแล้งทั้งหมด 23 จังหวัด และได้ให้การช่วยเหลือเกษตรกร ทั้งเครื่องสูบน้ำเคลื่อนที่ รถยนต์บรรทุกน้ำ และฝนหลวง ตั้งแต่วันที่ 20 กุมภาพันธ์เป็นต้นมา โดยใช้เครื่องบินทั้งหมด 17 ลำ ปฏิบัติการใน 7 วัน 116 เที่ยว ได้ปริมาณน้ำฝนสูงสุด 31.8 มิลลิเมตร รวมจังหวัดที่ฝนตกทั้งหมด 33 จังหวัด จัดสรรน้ำในเรื่องภัยแล้งไปแล้วทั้งหมด 25,282 ล้าน ลบ.ม. มีการปลูกพืชไปแล้วทั้งหมด 17 ล้านไร่ แยกเป็นข้าวนาปรัง 15 ล้านไร่ และพืชไร่ พืชผัก 2 ล้านไร่ ซึ่งระดับน้ำ ในจุดต่างๆ เป็นที่น่าพอใจ(กรุงเทพธุรกิจ, ไทยรัฐ)
          นายเลิศวิโรจน์ โกวัฒนะ อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า แม้ปีนี้จะมีภัยแล้งเกิดขึ้น แต่ปริมาณน้ำในเขื่อนมีจำนวนมาก ทำให้พื้นที่ในเขตชลประทานไม่เกิดปัญหา ซึ่งได้ร่วมกับหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องติดตามสถานการณ์และแผนการระบายน้ำทุกสัปดาห์ ส่วนการเตรียมพร้อมเพื่อรับภัยแล้งในปี 2556 ต้องพิจารณาจากปริมาณน้ำฝนที่จะไหลลงอ่างเก็บน้ำช่วงปลายปี 2555 ด้วย (กรุงเทพธุรกิจ)
นายสุเทพ น้อยไพโรจน์ รองอธิบดีกรมชลประทาน ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการติดตามและวิเคราะห์แนวโน้มสถานการณ์น้ำ กล่าวว่า จากสัญญาณภัยแล้งที่เริ่มชัดเจนมากขึ้น ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเห็นชอบร่วมกันในการระบายน้ำจากเขื่อนภูมิพลและเขื่อนสิริกิติ์ให้เหลือร้อยละ 55 จากเกณฑ์เดิมร้อยละ 45 ในวันที่ 1 พฤษภาคมนี้ ซึ่งทุกหน่วยงานต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดว่ามีการเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางใด โดยการระบายน้ำในภาพรวมต้องคำนึงถึงการอุปโภคบริโภค การเกษตร และระบบนิเวศน์ เป็นหลัก (กรุงเทพธุรกิจ)
          นายชัชวาล ปัญญาวาทีนันท์ รองอธิบดีฝ่ายวิชาการ กรมชลประทาน กล่าวว่า ในแต่ละปีการเตรียมความพร้อมของกรมชลประทาน มีทั้งการรองรับปัญหาภัยแล้งและน้ำท่วม โดย กรมชลประทาน
ได้ปรับแผนระบายน้ำในเขื่อนให้สอดคล้องกับสถานการณ์ทั้งปริมาณน้ำที่ไหลลงอ่างและเก็บในอัตรา ที่เหมาะสม เพื่อป้องกันภัยแล้งในปีต่อไป ส่วนภัยแล้งที่อาจเกิดขึ้นในปีนี้ คาดพื้นที่ชลประทานจะไม่มีปัญหา ยกเว้นพื้นที่นอกเขต ซึ่งต้องเสริมรถขนส่งน้ำให้มากขึ้น (กรุงเทพธุรกิจ)
          นายบุญชอบ หอมเกสร ผอ.โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาป่าสักชลสิทธิ์ กล่าวว่า เดือนเมษายนนี้ เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์จะระบายน้ำราว 200 ล้าน ลบ.ม./เดือน และระบายจนถึงเดือนกรกฎาคม โดยจะเก็บน้ำเพื่อรักษาระบบนิเวศน์ 100 ล้าน ลบ.ม. หรือร้อยละ 15 (กรุงเทพธุรกิจ)
นายวัลลภ เทพภักดี ผอ.ศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเขต 5 นครราชสีมา กล่าวว่า ได้ส่งรายงานข้อมูลพื้นที่ประสบภัยแล้งในแต่ละจังหวัด เพื่อให้ผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมาลงนามประกาศเป็นพื้นที่ประสบภัยแล้ง รวม 23 อำเภอ ใน 4 จังหวัด คือ นครราชสีมา 5 อำเภอ บุรีรัมย์ 7 อำเภอ ชัยภูมิ 4 อำเภอ และสุรินทร์ 7 อำเภอ เพื่อให้ความช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบต่อไป (กรุงเทพธุรกิจ)

ปัญหาอุปสรรค/ผลกระทบ

   ศูนย์ประมวลวิเคราะห์สถานการณ์น้ำกรมชลประทาน รายงานว่า อ่างเก็บน้ำที่อยู่ในแผนการลดปริมาณน้ำ เพื่อรองรับปริมาณฝนที่จะตกในฤดูน้ำหลากปีนี้มีปริมาณน้ำลดลงต่อเนื่อง ขณะที่ต้อง ส่งน้ำตามแผนการจัดสรรน้ำ เพื่อสนับสนุนการเพาะปลูกพืชฤดูแล้งและกิจกรรมการใช้น้ำต่างๆ (กรุงเทพธุรกิจ)
นายคมสัน สุวรรณอัมพร หัวหน้าสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย จ.เชียงใหม่ กล่าวว่า ได้ประกาศพื้นที่ภัยแล้งไปแล้ว 8 อำเภอ โดยประสานงานไปยังองค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่น (อปท.) ให้เร่งช่วยเหลือชาวบ้านในพื้นที่ เพราะท้องถิ่นจะมีงบประมาณฉุกเฉินในการช่วยเหลือ ชาวบ้านหากประสบภัยธรรมชาติ โดยส่งน้ำไปช่วยเหลือชาวบ้านในแต่ละพื้นที่ในช่วงเวลา 11.00 – 15.00 น . ของทุกวัน เพื่อให้ประชาชนนำภาชนะมารองน้ำไว้ใช้ ส่วนในพื้นที่ชลประทาน ได้ประสานให้สำนักงานชลประทานที่ 1 ปล่อยน้ำเพิ่ม ซึ่งขณะนี้ภัยแล้งอยู่ในระดับปานกลาง ประชาชนขาดแคลนน้ำเพื่ออุปโภคบริโภค(กรุงเทพธุรกิจ)
          นายชวน ศิรินันท์พร ผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา กล่าวว่า พื้นที่หลายอำเภอ นอกเขตชลประทานของจังหวัดประสบกับปัญหาภัยแล้งซ้ำซาก เพราะแหล่งน้ำตามธรรมชาติมีไม่เพียงพอต่อความต้องการใช้น้ำของประชาชนในพื้นที่ จากการตรวจสอบเบื้องต้นพบมีพื้นที่ที่เริ่มได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ภัยแล้งเพิ่มเติมอีกไม่น้อยกว่า 5 อำเภอ ซึ่งคาดการณ์อีกไม่นานจังหวัดต้องประกาศเป็นพื้นที่ประสบภัยแล้ง เพื่อสนับสนุนงบประมาณลงไปช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบทั้งหมด (กรุงเทพธุรกิจ)
          นายพินทุ โลฮานี รองประธานธนาคารเพื่อการพัฒนาแห่งเอเชีย ( ADB ) ระบุ มหันตภัยทางธรรมชาติมีแนวโน้มจะเกิดบ่อยขึ้นและขยายขนาดใหญ่ขึ้นทั้งน้ำท่วม ภัยแล้งและพายุฤดูร้อน ขณะที่ต้นทุนในการบริหารความเสี่ยงจากหายนภัยและการฟื้นฟูก่อสร้างจะเพิ่มขึ้น จากการประเมินจนถึงปี2593 ทั้งภูมิภาคต้องใช้งบฯ ราว 40,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ในจำนวนนี้ร้อยละ 5 – 10 สำหรับค่าโครงสร้างสาธารณูปโภคและร้อยละ 20 สำหรับโครงการสร้างระบบถนน แต่ปัจจุบันยังมีงบฯ ไม่ถึงร้อยละ 10 (บทความ– ข่าวสด)
          นายพิทยา พุกกะมาน ผู้ช่วย รมว.กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า สถานการณ์น้ำท่วมเมื่อปีที่แล้วสะท้อนขอบเขตของมหันตภัยที่ไทยจะต้องไม่ให้เกิดขึ้นซ้ำรอย ขณะที่ภูมิภาคเอเชียมีความหลากหลายทางระบบนิเวศ เศรษฐกิจ และสภาพภูมิอากาศ ซึ่งจะเกิดภัยธรรมชาติหลากหลายรูปแบบ อาทิ ลุ่มแม่น้ำถูกกร่อนเซาะ ป่าถูกทำลาย แนวปะการังเสื่อมโทรม ระบบนิเวศชายฝั่งถูกรุกล้ำ เมืองขยายขอบเขต ความยากจนยังมีอยู่กว้างขวาง การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โลกจะคุกคามการดำเนินชีวิตและการดำรงอยู่อย่างชัดเจน (ข่าวสด)

ข้อเสนอแนะ
          นายปลอดประสพ สุรัสวดี รมว.กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (วท.) ในฐานะ ประธานคณะกรรมการ กบอ. กล่าวว่า กรณีนายกรัฐมนตรีมอบหมายให้มีการทบทวนการปรับปริมาณการระบายน้ำ จากเขื่อน เนื่องจากบางพื้นที่เริ่มมีสัญญาณภัยแล้งเกิดขึ้น ซึ่งคณะกรรมการบริหารจัดการน้ำในเขื่อนมีการพิจารณาทุกวัน โดยใช้ข้อมูลที่แท้จริงจากผู้เชี่ยวชาญหลายฝ่ายมาประมวลกัน เพื่อให้บริหารน้ำได้อย่างถูกต้อง ขณะนี้การปล่อยน้ำในเขื่อนใหญ่ที่เคยกำหนดไว้ที่ร้อยละ 45 ยังไม่แน่นอน ต้องพิจารณาปริมาณความเหมาะสม แต่คิดว่าจะไม่มีปัญหาเรื่องภัยแล้ง เนื่องจากในพื้นที่ต่าง ๆ ยังมีปริมาณน้ำผืนดินสะสมอยู่มาก หากมี ปัญหาภัยแล้งจะมีเพียงบางพื้นที่เท่านั้น ไม่ได้เป็นภัยแล้งในวงกว้าง (กรุงเทพธุรกิจ, โพสต์ทูเดย์, ไทยรัฐ, ไทยโพสต์)
          นายวิบูลย์ สงวนพงศ์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) กล่าวว่า ในวันที่ 21 – 22 มีนาคมนี้ พื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคตะวันออกอาจเกิดพายุฤดูร้อน โดยมีลักษณะของพายุฝนฟ้าคะนอง ลมกระโชกแรง และลูกเห็บตก ส่วนภาคอื่น ๆ จะได้รับผลกระทบในระยะต่อไป จึงขอเตือนประชาชนดูแลสิ่งปลูกสร้างให้มั่นคง ตัดแต่งกิ่งไม้และโค่นต้นไม้ที่ไม่แข็งแรงทิ้ง จัดเก็บสิ่งของให้มิดชิด ส่วนเกษตรให้ทำหลังคา หรือหาวัสดุมาปกคลุมป้องกันพืชผลทางการเกษตรได้รับความเสียหายจากพายุลมแรง โดยขณะเกิดพายุฤดูร้อนให้หลบในอาคารที่มั่นคงแข็งแรง อยู่ให้ห่างจากป้ายโฆษณา ต้นไม้ใหญ่ เพื่อป้องกันการถูกล้มทับ และลดความเสี่ยงต่อการถูกฟ้าผ่า
ส่วน สถานการณ์ภัยแล้งที่เริ่มขยายวงกว้าง ต้องขอความร่วมมือทุกภาคส่วนร่วมกันใช้น้ำอย่างประหยัด วางแผนกิจกรรมการใช้น้ำให้มีประสิทธิภาพ เหมาะสมกับปริมาณน้ำต้นทุน และแผนการบริหารจัดการน้ำของรัฐ เพื่อควบคุมมิให้สถานการณ์ภัยแล้งลุกลาม หากประชาชนได้รับผลกระทบจากพายุฤดูร้อน ภัยแล้งและหมอกควัน สามารถติดต่อขอความช่วยเหลือได้ที่สายด่วนนิรภัย 1784 ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อประสานให้การช่วยเหลือโดยด่วนต่อไป(กรุงเทพธุรกิจ)
          นายปราโมทย์ ไม้กลัด อดีตอธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า แนวพระราชดำริการจัดการน้ำในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระองค์ทรงรับสั่งว่า การทำแล้วจะต้องให้ประชาชนในที่ทุรกันดารมีน้ำใช้เพียงพอ ไม่ต้องประสบปัญหาขาดแคลนน้ำ อยู่อย่างมีความสุข ซึ่งถือเป็นการลงทุนที่คุ้มค่า ที่สำคัญทุกครั้ง ไม่ว่าพระองค์จะเสด็จพระราชดำเนินไปบริหารจัดการน้ำพื้นที่ใดก็ตาม จะทรงทำประชาพิจารณ์ให้ชาวบ้าน ในพื้นที่มีส่วนร่วมในการออกความคิดเห็นเสมอ ว่าเห็นด้วยกับแนวทางดังกล่าวหรือไม่ เพื่อไม่ให้ประชาชนได้รับความเดือดร้อน หรือหากจะได้รับผลกระทบก็ให้เกิดน้อยที่สุด(เอเอสทีวี ผู้จัดการรายวัน, เดลินิวส์)
          นายเฉลิมเกียรติ แสนวิเศษ เลขาธิการ กปร. กล่าวว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้พระราชทานแนวทางให้พิจารณาและดำเนินการด้านดูแลรักษาสภาพป่าไม้ ซึ่งเป็นแหล่งกักเก็บน้ำที่สำคัญ ไม่ว่าจะเป็นตั้งแต่ป่าต้นน้ำ ป่าเศรษฐกิจ รวมถึงป่าพื้นที่ต่างๆ ที่มนุษย์ใช้ประโยชน์ สิ่งเหล่านี้ล้วนต้องใช้เวลา ดังนั้น แนวพระราชดำริของพระองค์จึงต้องการให้ดูแลรักษาน้ำและป่าไม้ รวมถึงต้องดูแลทุกสรรพสิ่ง เมื่อจะทำอะไรต้องคำนึงถึงความเหมาะสม ความพร้อม และสภาพภูมิสังคมที่เป็นอยู่ ที่สำคัญต้องมีการบริหารจัดการ ให้เกิดความพอเหมาะพอควร ถูกต้องตามจุดต่าง ๆ โดยเฉพาะการบริหารจัดการด้านป่าไม้ที่ต้องใช้เวลานาน และมีการวางแผนที่ดี(ทิศทางเกษตร – เดลินิวส์)
          การปรับแผนการระบายน้ำจากเขื่อนมิใช่เรื่องผิด แผนทุกอย่างต้องยืดหยุ่นและเปลี่ยนแปลงได้เสมอ หากทำให้เกษตรกรสามารถเพาะปลูกได้ โดยไม่เกิดปัญหาน้ำท่วม ภัยแล้งก็เป็นสิ่งที่ถูกต้อง ดังนั้น หากมั่นใจปีนี้จะเกิดภัยแล้งก็ต้องลดการระบายน้ำจากเขื่อนลง ( www.pantip.com )
พวงเพ็ญ..........วิเคราะห์สถานการณ์ข่าว

 


ที่มา  :   www.prbangkok.com/วิเคราะห์ข่าว

 

 

 

กรมพัฒนาที่ดิน เขตจตุจักร กรุงเทพฯ 10900
โทร. 02-562-5100
Land Development Department, Bangkok, Thailand.

Copyright @ Land Development Department 2010